รักษารากฟัน เชียงใหม่
คืนรอยยิ้มมั่นใจที่ Karin Dental Clinic

PRESERVING YOUR NATURAL TOOTH

ที่ KARIN DENTAL CLINIC เราเชื่อว่า
ฟันธรรมชาติ ทุกซี่มีค่า

รักษารากฟัน (Root Canal Treatment) คืออะไร ?

การรักษารากฟัน (Root Canal Treatment) คือ ทันตกรรมแขนงหนึ่งที่ใช้ในการรักษาฟันที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนการติดเชื้อลุกลามเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน (Pulp) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทหล่อเลี้ยงอยู่ด้านในสุดของซี่ฟัน โดยเป้าหมายหลักของการรักษา คือ การกำจัดเชื้อโรคและเก็บรักษาฟันแท้ซี่นั้นไว้ เพื่อไม่ให้คุณต้องสูญเสียฟันและถูกถอนออกไป 

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้โพรงประสาทฟันอักเสบหรือติดเชื้อ มักเกิดจากฟันผุที่ปล่อยทิ้งไว้นานจนทะลุโพรงประสาท ฟันร้าว ฟันแตก หรือฟันที่ได้รับการกระแทกจากอุบัติเหตุ หากไม่รีบรักษา เชื้อแบคทีเรียจะลุกลามไปยังปลายรากฟัน ทำให้เกิดฝีหนอง อาการปวดบวมรุนแรง และอาจทำลายกระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นได้

อาการที่พบบ่อยและ
ควรไปพบทันตแพทย์ทันที

อาการที่พบบ่อยและควรไปพบทันตแพทย์ทันที ได้แก่ 

  • ปวดฟันหรือเสียวฟันอย่างต่อเนื่อง
  • เหงือกบวมแดงมีเลือดออก หรือมีหนอง
  • มีกลิ่นปากที่หาสาเหตุไม่ได้
  • ฟันโยกคลอนหรือฟันบิ่นแตก
  • มีแผลในปากที่ไม่หายเกิน 1 สัปดาห์ หรือมีอาการที่น่าสงสัย  
what you need to know before your root canal procedure

ข้อดีของการรักษารากฟัน

เพราะการรักษารากฟันไม่เพียงแต่ช่วยให้เราไม่ต้องสูญเสียฟันไป แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากในระยะยาวอีกหลายด้าน โดยมีข้อดีดังนี้ 

  • รักษาสภาพฟันแท้เอาไว้ได้: เพราะไม่มีวัสดุทดแทนฟันชนิดใดที่เข้ากับสรีระช่องปากได้เป็นอย่างดีเท่ากับฟันแท้ของเราเอง
  • ช่วยลดปัญหาอาการปวดฟัน: กระบวนการรักษาจะช่วยบรรเทาอาการ ทำให้คุณหลุดพ้นจากอาการปวดฟันที่แสนทรมาน อาการเสียวฟันจี๊ด ๆ หรืออาการเหงือกบวมได้อย่างตรงจุด
  • ช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพการบดเคี้ยว: เมื่อผ่านการรักษารากฟัน และได้รับการทำครอบฟัน ฟันซี่นั้นจะกลับมาใช้เคี้ยวอาหารได้อย่างมั่นใจขึ้น  
  • ป้องกันปัญหาฟันล้มและการสบฟันผิดปกติ: การเก็บฟันซี่เดิมไว้ในตำแหน่งเดิม จะช่วยรักษาสมดุลของโครงสร้างช่องปาก ป้องกันไม่ให้ฟันซี่ข้างเคียงล้มเอียงเข้ามาหาช่องว่าง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเศษอาหารติดซอกฟันและป้องกันรูปหน้าเปลี่ยนในระยะยาว 
  • ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อลุกลาม: ป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียจากโพรงประสาทฟันที่อักเสบ ลุกลามทะลุปลายรากฟันไปทำลายกระดูกขากรรไกร จนเกิดเป็นฝี หนองหรือถุงน้ำ 
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว: แม้การรักษารากฟันร่วมกับการทำครอบฟันจะมีค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับกรณีที่ต้องถอนฟันทิ้งแล้วไปทำรากฟันเทียมหรือสะพานฟัน ในภายหลัง การรักษารากฟันถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า

6 ปัญหาที่รักษารากฟันแก้ไขได้

ยังไม่ยืนยัน 976506

หมดปัญหาปวดฟันรุนแรง
ด้วยการรักษารากฟันอย่างปลอดภัย

อาการปวดฟันรุนแรงมักเกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบในโพรงประสาทฟัน หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจลุกลามจนต้องถอนฟัน การ รักษารากฟัน (Root Canal Treatment) เป็นทางออกที่ช่วยเก็บฟันแท้ไว้ได้ พร้อมกำจัดการติดเชื้อ ทำให้คุณกลับมาใช้งานฟันซี่เดิมได้อย่างมั่นใจ

7 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการรักษารากฟัน

ขั้นตอนการรักษารากฟัน

การรักษารากฟันนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำจัดเชื้อที่เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวด และ “เก็บรักษาฟันธรรมชาติ” ซี่นั้นไว้ให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องถอนทิ้ง ซึ่งมีขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน ดังนี้ 

1. ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยและเตรียมการ

เป็นขั้นตอนแรกที่ทันตแพทย์จะทำการเอกซเรย์เพื่อดูรูปร่างของคลองรากฟันและตรวจดูการติดเชื้อในกระดูกโดยรอบ จากนั้นจะฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อให้บริเวณฟันที่จะทำการรักษาไร้ความรู้สึก

2. ขั้นตอนการกำจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ

หลังจากยาชาออกฤทธิ์เต็มที่ ทันตแพทย์จะเจาะเปิดเข้าไปในตัวฟันเพื่อนำเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน (Pulp) ที่อักเสบ ติดเชื้อ หรือตายแล้วออกทั้งหมด จากนั้นจะใช้เครื่องมือขนาดเล็กค่อยๆ ล้างทำความสะอาดภายในคลองรากฟันให้ปราศจากเชื้อโรค

3. ขั้นตอนการอุดคลองรากฟัน

เมื่อทำความสะอาดจนแน่ใจว่าภายในคลองรากฟันปลอดเชื้อแล้ว ทันตแพทย์จะใส่วัสดุอุดคลองรากฟันที่มีลักษณะคล้ายยาง (Gutta-percha) เข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อเดิมจนเต็มและปิดให้แน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคกลับเข้าไปอาศัยในคลองรากฟันได้อีก

4. ขั้นตอนการบูรณะตัวฟัน

ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันแล้วจะไม่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง ทำให้เนื้อฟันเปราะบางและแตกหักได้ง่ายกว่าฟันปกติ ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญมากคือการบูรณะตัวฟันให้กลับมาแข็งแรงและสวยงามเหมือนเดิม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำ เดือยฟัน (Post) และ ครอบฟัน (Crown)

รักษารากฟัน เชียงใหม่ที่ Karin Dental Clinic ดีอย่างไร?

หากคุณกำลังมองหาคลินิกสำหรับการรักษารากฟัน เชียงใหม่ ที่ได้มาตรฐาน Karin Dental Clinic พร้อมดูแลคุณด้วยทันตแพทย์ พร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยดูแลรักษาฟันแท้ของคุณ ช่วยฟื้นบำรุงความแข็งแรง และให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรักษาฟัน

รักษารากฟัน เจ็บไหม?

ในระหว่างการรักษารากฟัน ทันตแพทย์จะมีการฉีดยาชาเฉพาะที่ ทำให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการทำหัตถการ แต่อาจจะมีความรู้สึกตึง ๆ หรือมีแรงกดบ้างเล็กน้อย หลังจากยาชาหมดฤทธิ์แล้ว อาจมีอาการปวดหรือระบมบริเวณรอบ ๆ ฟันที่รักษาในช่วง 2 – 3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติ โดยคนไข้สามารถทานยาแก้ปวดตามที่ทันตแพทย์สั่งเพื่อบรรเทาอาการได้​ 

ระยะเวลา และจำนวนครั้งในการรักษาจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคลองรากฟัน และระดับการติดเชื้อของฟันซี่นั้น ๆ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 – 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 – 1.5 ชั่วโมง หากฟันมีการติดเชื้อที่รุนแรง ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องใส่ยาฆ่าเชื้อทิ้งไว้ในคลองรากฟัน และนัดหมายให้คนไข้มาล้าง และเปลี่ยนยาจนกว่าการอุดตันหรือการอักเสบจะหายดี ก่อนทำการอุดปิดคลองรากฟันแบบถาวร 

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบริการรักษารากฟัน เชียงใหม่ ที่ Karin Dental Clinic ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของซี่ฟัน เนื่องจากความยากง่าย และจำนวนของคลองรากฟันในแต่ละซี่มีไม่เท่ากัน ทั้งนี้ คุณสามารถเข้ามาปรึกษาและให้ทันตแพทย์ของเราประเมินสภาพฟัน เพื่อแจ้งแผนการรักษา และประเมินค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจได้

ส่วนใหญ่แล้วมักจะจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะฟันกรามที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร เนื่องจากฟันที่ผ่านการรักษารากฟันจะสูญเสียเนื้อฟันไปค่อนข้างมาก ทั้งจากรอยผุเดิม และการกรอ เพื่อเปิดทางเข้าสู่โพรงประสาทฟัน ทำให้ตัวฟันมีความเปราะบาง และเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่าย การทำเดือยฟัน และครอบฟันจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยปกป้องเนื้อฟันที่เหลืออยู่ให้แข็งแรง และกลับมาใช้งานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากเป็นฟันหน้าและมีเนื้อฟันเหลืออยู่มาก ทันตแพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการอุดฟันด้วยวัสดุสีเหมือนฟันแทนได้  

ฟันที่รักษารากฟันแล้วยังสามารถกลับมาผุได้อีก แม้ว่าคนไข้จะไม่รู้สึกปวด หรือเสียวฟันซี่นั้นแล้ว แต่เนื้อฟันที่เหลืออยู่หรือบริเวณขอบรอยต่อของวัสดุอุด/ครอบฟัน ยังคงสามารถเกิดรอยผุได้หากมีคราบจุลินทรีย์สะสม ดังนั้น การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธีด้วยการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน และมาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือนจึงยังเป็นสิ่งสำคัญมาก