บริการทำรากฟันเทียม เชียงใหม่
ที่ Karin Dental Clinic

The permanent Smile Solution

การสูญเสียฟันแท้
ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสูญเสียความมั่นใจ

รากฟันเทียม คืออะไร?

รากฟันเทียม (Dental Implant) คือวัสดุที่ผลิตจากไทเทเนียม มีรูปร่างคล้ายรากฟัน ใช้สำหรับฝังลงไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป รากฟันเทียมจะทำหน้าที่เป็นแกนหลักที่แข็งแรงเสมือนรากฟันจริง เพื่อรองรับการใส่ ครอบฟัน (Crown), สะพานฟัน (Bridge) หรือ ฟันปลอม (Denture) ทำให้ได้ฟันใหม่ที่สวยงาม เป็นธรรมชาติ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับฟันจริง ถือเป็นการทดแทนฟันที่สูญเสียไปได้อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นวิธีการที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน

untitled 1
untitled 1 firefly upscaler 2x scale (1)

คืนรอยยิ้มที่มั่นใจ ด้วยรากฟันเทียม

การสูญเสียฟันไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม มักส่งผลกระทบทั้งการใช้งานและความมั่นใจ รากฟันเทียมจึงเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน โดยการสร้างฟันซี่ใหม่ขึ้นมาทดแทนซี่ที่หายไปอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่รากจนถึงตัวฟัน ผลลัพธ์ที่ได้คือฟันที่ดูเป็นธรรมชาติ แข็งแรง ทนทาน ทำให้คุณสามารถกลับมาบดเคี้ยวอาหารได้อย่างเต็มที่ และยิ้มได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียมเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้ไป โดยจะช่วยให้คุณสามารถกลับมาบดเคี้ยวอาหาร พูดคุย และยิ้มได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง โดยให้ความรู้สึก และลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การรักษานี้อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนในทันที ทันตแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน โดยผู้ที่เหมาะสมกับการทำรากฟันเทียมมักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

  • ผู้ที่สูญเสียฟันแท้: ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียฟันเพียง 1 ซี่ หลายซี่ หรือสูญเสียฟันทั้งปาก 
  • ผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรแข็งแรง: ต้องมีปริมาณความหนาและความสูงของกระดูกขากรรไกรเพียงพอที่จะรองรับรากฟันเทียมได้ หากกระดูกไม่เพียงพอ ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ทำการปลูกกระดูกเพิ่มก่อน 
  • ผู้ที่มีสุขภาพเหงือกดี: ปราศจากโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบรุนแรง เนื่องจากสุขภาพเหงือกที่แย่จะส่งผลต่อความสำเร็จในการฝังรากฟันเทียม 
  • ผู้ที่มีอายุถึงเกณฑ์ที่กระดูกหยุดการเจริญเติบโตแล้ว: โดยทั่วไปคืออายุ 18 ปีขึ้นไป เพื่อป้องกันปัญหาการเคลื่อนตัวของรากฟันเทียมเมื่อกระดูกขากรรไกรมีการเจริญเติบโต 
  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรง: ไม่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการสมานแผลหรือการติดเชื้อ เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โรคมะเร็งที่กำลังฉายรังสีบริเวณศีรษะ และลำคอหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่มีปัญหาหรือไม่สะดวกในการใช้ฟันปลอมชนิดอื่น: เช่น ผู้ที่ไม่ต้องการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้เพราะกลัวหลุดเวลาพูดคุยหรือผู้ที่ไม่อยากกรอเนื้อฟันซี่ข้างเคียง เพื่อทำสะพานฟัน

4 ปัญหาฟันที่รากฟันเทียมแก้ไขได้

ข้อดีของการทำรากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียมไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างจากการสูญเสียฟัน แต่ยังเป็นการฟื้นฟูที่ส่งผลดีต่อสุขภาพช่องปาก และคุณภาพชีวิตในระยะยาว เมื่อเทียบกับวิธีการใส่ฟันปลอมรูปแบบอื่น ๆ รากฟันเทียมมีข้อดี ดังนี้ 

  • ประสิทธิภาพการบดเคี้ยว: รากฟันเทียมยึดติดแน่นกับกระดูกขากรรไกร จึงรองรับแรงบดเคี้ยวได้เสมือนกับฟันธรรมชาติ ทำให้คุณสามารถรับประทานอาหารที่ชอบได้อย่างเต็มที่
  • ความสวยงามและเป็นธรรมชาติ: ครอบฟันที่อยู่บนรากฟันเทียมสามารถออกแบบให้มีสี รูปร่าง และขนาดกลมกลืนกับฟันธรรมชาติซี่อื่น ๆ ช่วยคืนรอยยิ้มที่สวยงามและเสริมสร้างความมั่นใจ
  • รักษาสุขภาพฟันซี่ข้างเคียง: การฝังรากฟันเทียมสามารถทำได้โดยไม่ต้องกรอเนื้อฟันซี่ที่อยู่ติดกันต่างจากการทำสะพานฟันที่ต้องกรอทำลายเนื้อฟันดี ๆ เพื่อใช้เป็นฐาน ทำให้ฟันธรรมชาติที่เหลืออยู่ยังคงแข็งแรง 
  • ป้องกันการละลายตัวของกระดูกขากรรไกร: รากฟันเทียมจะทำหน้าที่แทนรากฟันแท้ในการถ่ายทอดแรงบดเคี้ยวลงสู่กระดูกขากรรไกร ซึ่งช่วยกระตุ้นและป้องกันไม่ให้กระดูกบริเวณนั้นยุบตัวหรือละลายตัว 
  • ความสะดวกสบายและใช้งานง่าย: ไม่ต้องคอยถอดเข้าถอดออกเพื่อทำความสะอาดเหมือนฟันปลอมชนิดถอดได้ สามารถดูแลรักษาด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้เหมือนฟันปกติ 
  • อายุการใช้งานยาวนาน: หากได้รับการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี และไปพบทันตแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ รากฟันเทียมมีความคงทนสูงและสามารถใช้งานได้ยาวนานหลายสิบปี หรืออาจอยู่ได้ตลอดชีวิต 
  • หมดปัญหาฟันปลอมขยับหลุด: ไร้ความกังวลเรื่องฟันปลอมขยับ หลุด หรือหลวมขณะพูดคุยและรับประทานอาหาร ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความสุขและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ทำรากฟันเทียม เชียงใหม่ที่ KARIN Dental Clinic ราคาเท่าไหร่?

 

ราคารากฟันเทียม และครอบฟัน (บาท/ซี่)

Neobiotech

เริ่มต้น 40,000 บาท/ซี่

Straumann

เริ่มต้น 90,000 บาท/ซี่

ปลูกกระดูก (อยู่กับแพทย์ประเมิน)

15,000 – 20,000 บาท/ซี่



ขั้นตอนการทำรากฟันเทียม

1.ปรึกษาทันตแพทย์เพื่อดูความเหมาะสม

มีการเอกซเรย์ฟัน (X-rays, panoramic films, CT scans) ตรวจมวลกระดูก เพื่อเตรียมแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ คุณหมอจะเป็นผู้แนะนำคนไข้ถึงวิธีการเตรียมตัวสำหรับการรักษาแต่ละขั้นตอน ตัวอย่างเช่น

  • คนไข้ที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติดี คุณหมอสามารถวางรากฟันเทียมและแกนโครงสร้างฟันได้ภายในครั้งเดียว หรือบางกรณีคุณหมออาจใส่ครอบฟันควบคู่ไปกับรากฟันเทียมก็ได้

  • กรณีคนไข้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ คุณหมอจะให้ยาปฏิชีวนะก่อนและหลังการผ่าตัดช่องปากแต่ละครั้ง

  • กรณีคนไข้มีอาการแพ้ยา หรือแพ้ชนิดของตัวยาที่มีผลตอบสนองในการผ่าตัดทำรากเทียม คุณหมอจะต้องปรับแผนการรักษา

  • กรณีคนไข้ที่ต้องเตรียมความพร้อมกระดูกขากรรไกรสำหรับวางรากฟันเทียม คุณหมอจะเพิ่มขั้นตอนการปลูกถ่ายกระดูก หรือปรับกราฟให้เข้ากับแผนการรักษา

2. เตรียมตำแหน่งที่จะผ่าตัดรากฟันเทียมให้พร้อม

ทันตแพทย์จะทำการปลูกถ่ายกระดูก (Bone Graft) หากความหนาของกระดูกขากรรไกรไม่เพียงพอต่อการยึดกับรากฟันเทียม และถอนฟันซี่ที่เสียเพื่อเตรียมตำแหน่งของฟันสำหรับรากฟันเทียม ในขั้นตอนนี้ต้องรอให้กระดูกและแผลฟันที่ถูกถอนพร้อมสำหรับการผ่าตัดในลำดับต่อไป

3. กำหนดนัดหมายวันผ่าตัด และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการผ่าตัด

หากได้รับวันผ่าตัดแล้ว คนไข้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และอดอาหารอย่างน้อยเป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด และควรวางแผนเตรียมการพักฟื้น ดูแลช่องปากหลังผ่าตัดให้ดี

  • เตรียมอาหารอ่อน ๆ และยาแก้ปวด 
  • ลาหยุดพักงาน 1 – 2 วันแรกหลังผ่าตัด 
  • งดออกกำลังกายหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์

4. ทันตแพทย์ตรวจเช็กและติดตั้งครอบฟัน

เมื่อทันตแพทย์ตรวจสอบแล้วว่ารากฟันเทียมที่ผ่าตัด ฝังเข้ากับกระดูกรอบข้างได้เรียบร้อยเต็มตัว คุณหมอจะติดตั้งโครงสร้างแกนกลาง (Abutment) และสวมครอบฟันซี่ใหม่เข้าไปที่แกนฟัน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

5. ทันตแพทย์นัดติดตามผลการรักษา

ทันตแพทย์นัดคนไข้เพื่อติดตามผลหลังผ่าตัด ภายใน 1 – 2 เดือน ช่วงแรก และนัดตรวจประจำปี เพื่อเช็คสุขภาพช่องปากตามปกติ

อายุการใช้งานรากฟันเทียม

รากฟันเทียมมีอายุการใช้งานที่นานเพราะ วัสดุทำจากไทเทเนียมที่แข็งแรงและเข้ากับเนื้อเยื่อเหงือกได้ดี และสามารถรองรับการใช้งานได้ตั้งแต่ 10 – 20 ปีขึ้นไปถ้าดูแลรักษาให้ดี โดยที่ไม่มีอาการอักเสบก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต

1 (4)

วิธีการเตรียมตัวก่อนทำรากฟันเทียม

การเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการฝังรากฟันเทียมเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แนะนำให้ผู้เข้ารับการรักษาปฏิบัติตัวดังนี้ 

  • แจ้งประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด: แจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาหรืออาหารเสริมที่กำลังรับประทานอยู่ให้ทันตแพทย์ทราบ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด หรือยารักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อให้แพทย์ประเมินและปรับแผนการรักษา 
  • ดูแลสุขอนามัยในช่องปาก: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปาก และช่วยป้องกันการติดเชื้อ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดอย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์ก่อนทำ เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้แผลสมานตัวช้าและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ในคืนก่อนวันผ่าตัด เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับการรักษา
  • รับประทานอาหารก่อนมาคลินิก: ควรรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนการผ่าตัด ยกเว้นกรณีที่แพทย์ใช้วิธีดมยาสลบ ซึ่งจะต้องงดน้ำและอาหารตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • เตรียมตัวเดินทาง: ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวม และสวมใส่สบาย หากมีการใช้ยาคลายกังวล ควรมีญาติหรือเพื่อนมาเป็นเพื่อนเพื่อช่วยพากลับบ้านหลังทำเสร็จ 

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำรากฟันเทียม

หลังจากการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีในช่วงพักฟื้นจะช่วยให้แผลหายเร็ว ลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้รากฟันเทียมผสานเข้ากับกระดูกขากรรไกร โดยมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 

  • กัดผ้าก๊อซห้ามเลือด: กัดผ้าก๊อซให้แน่นบริเวณแผลผ่าตัดประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง หากมีเลือดหรือน้ำลายซึมออกมาให้กลืน ห้ามบ้วนทิ้งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด 
  • ประคบเย็นและประคบอุ่น: ในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นบริเวณแก้มด้านที่ผ่าตัดเพื่อลดอาการบวม หลังจากผ่านไป 2 วันให้เปลี่ยนมาประคบอุ่นเพื่อลดรอยช้ำ และช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น 
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง: ทานยาปฏิชีวนะให้หมดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และรับประทานยาแก้ปวดเมื่อมีอาการ 
  • เลือกรับประทานอาหารอ่อน: ในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรก ควรทานอาหารอ่อนที่เคี้ยวง่าย รสไม่จัด และไม่ร้อนจัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป และหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารบริเวณที่เพิ่งผ่าตัด 
  • ดูแลความสะอาดช่องปากอย่างระมัดระวัง: สามารถแปรงฟันซี่อื่น ๆ ได้ตามปกติ แต่ให้แปรงอย่างเบามือ และหลีกเลี่ยงการกระแทกโดนบริเวณแผลผ่าตัดโดยตรง แนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากตามที่ทันตแพทย์แนะนำ 
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดต่อไปอีกอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์หลังผ่าตัด เพราะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แผลหายช้า และเสี่ยงต่อการที่รากฟันเทียมจะไม่ติดกับกระดูก
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก: งดการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากหรือการยกของหนักในช่วง 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงที่แผลจะกระทบกระเทือนหรือมีเลือดออก 
  • ไปพบทันตแพทย์ตามนัด: ไปตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจเช็กการสมานตัวของแผล ตัดไหม และติดตามผลการผสานตัวของรากฟันเทียมกับกระดูกขากรรไกร 
รากฟันเทียม2

ทำไมต้องเลือกฝังรากฟันเทียมที่ Karin Dental Clinic เชียงใหม่

คลินิกทันตกรรม Karin Dental Clinic เชียงใหม่ มีบริการทำรากฟันเทียมที่ได้มาตรฐาน โดยทีมทันตแพทย์ ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษา และวางแผนการรักษาแบบเคสต่อเคส เราเลือกใช้วัสดุรากฟันเทียม และนำเทคโนโลยีทางทันตกรรม เช่น การสแกนฟัน 3 มิติ (Intraoral Scan) มาใช้ประกอบการรักษา นอกจากนี้ คลินิกยังให้ความสำคัญกับระบบปลอดเชื้อที่ได้มาตรฐาน บรรยากาศที่ผ่อนคลาย และการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งก่อนและหลังการรักษา เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการทุกคนด้รับบริการที่ได้มาตรฐาน และกลับมายิ้มได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการทำรากฟัน

ทำรากฟันเทียมเจ็บไหม?

ในขั้นตอนการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมด้วย ดังนั้นผู้เข้ารับบริการจะแทบไม่รู้สึกเจ็บในขณะทำการรักษา อาจมีความรู้สึกตึง ๆ หรือมีแรงกดบ้างเท่านั้น หลังจากยาชาหมดฤทธิ์อาจมีอาการปวดหรือบวมบริเวณแผลผ่าตัดเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติ และสามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบตามที่ทันตแพทย์สั่ง โดยอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น และทุเลาลงภายในไม่กี่วัน

รากฟันเทียมเป็นการบูรณะฟันที่มีความคงทน และอายุการใช้งานนาน เมื่อเทียบกับฟันปลอมชนิดอื่น ๆ หากผู้เข้ารับการรักษามีการดูแลรักษาสุขอนามัยในช่องปากอย่างถูกวิธี แปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ รวมถึงมาพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็กสภาพฟัน และขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน รากฟันเทียมสามารถใช้งานได้ยาวนาน

ผู้สูงอายุสามารถทำรากฟันเทียมได้ และเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการรักษานี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาฟันปลอมถอดได้หลวมหรือเจ็บเหงือกขณะเคี้ยวอาหาร อายุไม่ใช่ข้อจำกัดหลักในการทำรากฟันเทียม แต่ทันตแพทย์จะพิจารณาจากสุขภาพร่างกายโดยรวมเป็นหลัก หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ก็สามารถทำได้ตราบใดที่โรคเหล่านั้นอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

สามารถทำการรักษาร่วมกันได้ แต่จำเป็นต้องมีการวางแผนการรักษาอย่างรัดกุมระหว่างทันตแพทย์จัดฟัน และทันตแพทย์เฉพาะทางรากฟันเทียม เนื่องจากรากฟันเทียมที่ยึดติดกับกระดูกขากรรไกรแล้วจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เหมือนฟันธรรมชาติ โดยทั่วไปทันตแพทย์มักจะจัดฟัน เพื่อเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสมก่อน แล้วจึงทำการฝังรากฟันเทียมในตำแหน่งที่ถูกต้อง หรือในบางกรณีอาจใช้รากฟันเทียมเป็นหลักยึด เพื่อช่วยดึงฟันซี่อื่น ๆ ในระหว่างการจัดฟันได้เช่นกัน

สามารถทำได้ ผู้ที่มีปัญหากระดูกขากรรไกรบางหรือกระดูกยุบตัวจากการสูญเสียฟันมาเป็นเวลานาน ยังคงสามารถเข้ารับการฝังรากฟันเทียมได้ เพียงแต่อาจไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ในทันที เบื้องต้นทันตแพทย์จะทำการประเมินโครงสร้างและความหนาของกระดูกอย่างละเอียดก่อน หากพบว่า ปริมาณกระดูกไม่เพียงพอ แพทย์จะแนะนำให้ทำการเสริมกระดูก (Bone Grafting) เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างฐานรากที่แข็งแรงสำหรับการรองรับรากฟันเทียม